GLOBAL COMPACT ON EDUCATION
ข้อตกลงสากลว่าด้วยการศึกษา
เมื่อกลางเดือนตุลาคม 2020 สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงให้สมณกระทรวงการศึกษาคาทอลิกของสันตะสำนัก จัดประชุมแบบ online ขึ้นที่กรุงโรม โดยมีวาระที่สำคัญคือ คำปราศรัยของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสเกี่ยวกับ ข้อตกลงสากลว่าด้วยการศึกษา (GLOBAL COMPACT ON EDUCATION)
สาระสำคัญก็คือ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงวิตกว่า ขณะนี้โลกกำลังเผชิญวิกฤตโควิด-19 ที่แพร่ระบาดอย่างรุนแรงไปทั่วโลก ในขณะเดียวกัน หลายแห่งในสังคมโลกยังมีความยากจน ความแตกแยก สงครามน้อยใหญ่ ความรุนแรงและความสับสน เห็นได้ว่า สมเด็จพระสันตะปาปาโลกทรงประสงค์ที่จะให้ทุกภาคส่วนในสังคมโลกใช้วิกฤตในขณะนี้ เป็นโอกาสปฏิรูปเพื่อให้กำเนิดโลกใหม่ วัฒนธรรมใหม่ โดยอาศัยการศึกษา อย่างไรก็ตาม หากระบบการศึกษาในปัจจุบันยังย่ำอยู่กับ mindset เดิมๆ คิดแบบเดิมๆ ทำแบบเดิมๆ ไม่คิดเปิดขอบฟ้าใหม่ด้วยการเปลี่ยนแปลงความคิดและการกระทำ เราก็จะไม่สามารถให้กำเนิดโลกใหม่ วัฒนธรรมใหม่ได้ ซึ่งก็หมายความว่า พวกเรากำลังยอมทิ้งโอกาสที่หยิบยื่นมาให้เรา โดยช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ในขณะนี้
พระองค์ทรงเชิญชวนให้มีการระดมสรรพกำลัง โดยทุกภาคส่วนของโลกเข้าร่วมให้คำมั่นสัญญา มุ่งเน้นมาที่เรื่องการศึกษา เป็นการศึกษาที่ให้มนุษยชาติเป็นศูนย์กลาง
เมื่อเราให้มนุษยชาติเป็นศูนย์กลาง และเป็นเป้าหมายสุดท้ายปลายทางของการศึกษา เราก็จะตระหนักว่า เราจำต้องทำให้ความเป็นสนามและฐานแห่งการประกาศข่าวดีในโรงเรียนของเราเป็นรุปธรรมและขยายเป้าหมายมากยิ่งขึ้น เพื่อให้การศึกษาเป็นความหวังในการช่วยขจัดปัญหาที่เลวร้ายต่างๆ ในสังคมปัจจุบัน และเพื่อให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียวกันในสากลโลก และเป็นสังคมที่ดีกว่าเดิม ที่มนุษย์มีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์มากขึ้น การศึกษาเป็นเรื่องของความรักและความรับผิดชอบ ที่สืบทอดต่อกันมาจากชนรุ่นหนึ่งสู่ชนอีกรุ่นหนึ่ง
การศึกษาควรต้องเป็นยาแบบธรรมชาติที่จะรักษาโรคการเห็นแก่ตัว โรคการเห็นแก่ตัวมักแสดงออกด้วยการแสดงความเฉยเมย และไม่สนใจใยดี เราควรต้องหันหน้ามาพูดคุย เสวนากัน เพื่อการเข้าใจซึ่งกันและกัน อนาคตของมนุษยชาติจะเป็นแบบต่างคนต่างอยู่ และแบ่งแยกออกเป็นฝักเป็นฝ่ายเช่นขณะนี้ไม่ได้
รายละเอียดของพระดำรัสของสมเด็จพรสันตะปาปาฟรังซิสพอจะแยกเป็นประเด็นสำคัญออกได้เป็น 4-5 ประเด็นดังนี้
ประเด็นแรก ในพระดำรัสเรื่องการศึกษา สมเด็จพระสันตะปาปาทรงให้ความสำคัญต่อ กระบวนการจัดการศึกษา
กระบวนการศึกษาที่จะต้องช่วยนำให้ทุกคนสนใจ เอาใจใส่ ไม่แต่เพียงความรู้และทักษะในวิชาต่างๆ เท่านั้น แต่จำต้องสนใจเอาใจใส่จิตวิญญาณของผู้เรียนให้ได้รับการอบรมสั่งสอนให้เป็นคนดี และใส่ใจปัญหาต่างๆ ในสังคมโลกด้วย
การศึกษา – เมล็ดพันธุ์แห่งความหวัง
การศึกษาเป็นกิจการที่เป็นเมล็ดพันธุ์แห่งความหวังเสมอ เป็นความหวังแห่งสันติและความยุติธรรม ความงามและความดี ตลอดจนความสมานฉันท์ในสังคม เราจะต้องก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยกัน และพร้อมกันทุกคน ตามหน้าที่การงานความรับผิดชอบของเราแต่ละคน โดยเราต้องมองไปที่เป้าหมายเดียวกัน คือ ความสมานฉันท์ และความเป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นความหวังบนพื้นฐานของความรัก ความเมตตา ความเอื้ออาทร ใส่ใจในความทุกข์เข็ญของผู้อื่น
ความหวังบนพื้นฐานของภราดรภาพ
สมเด็จพระสันตะปาปาทรงเรียกร้องให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาอบรมที่มีคุณภาพ ตามศักดิ์ศรีของแต่ละบุคคล เป็นกระแสเรียกแห่งภราดรภาพ ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องมุ่งหวังให้อนาคตเป็นการดำรงชีวิตร่วมกันในสังคมที่มีความสมานฉันท์ โดยยึดประโยชน์สุขของส่วนรวมเป็นสำคัญ เคารพและช่วยกันปกป้องศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ การศึกษาควรเป็นชุมชนแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน นั่นคือ ระหว่างสถานศึกษากับสถานศึกษาด้วยกัน และระหว่างสถานศึกษากับชุมชน โดยทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกันในความรัก และรับใช้ อาศัยความเมตตา ความเอื้ออาทร และเกื้อกูลต่อกันและกัน
เพื่อจะเกิดสังคมดังกล่าวได้ สมเด็จพระสันตะปาปาทรงขอให้เราเริ่มด้วยการจัดเตรียมหมู่บ้าน นั่นก็คือชุมชนของเรา สถานศึกษาของเราเสียก่อน ให้โรงเรียนของเราปราศจากการเลือกปฏิบัติ ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ไม่ลำเอียง แต่ให้เปี่ยมไปด้วยภราดรภาพ (fraternity) นั่นคือ เป็นโรงเรียนที่ทุกคนรักกันและกัน ดุจพี่น้องครอบครัวเดียวกัน ครูและนักเรียนมีความสัมพันธ์ที่ดี เป็นหนึ่งเดียวกัน รับฟังกันและกัน
ในวันนั้น สมเด็จพระสันตะปาปาทรงเชิญชวนและขอร้องทุกภาคส่วนของโลก โดยตรัสว่า ถึงเวลาแล้วที่เราทุกคนจะต้องมาร่วมกันให้คำมั่นสัญญา ด้วยการลงนามกันอย่างเป็นทางการว่า จะช่วยทำเรื่องนี้กันอย่างเต็มที่ ทุกรูปแบบ ทุกวิถีทาง และจำต้องกระทำต่อเนื่องเรื่อยไป
สมเด็จพระสันตะปาปายังตรัสด้วยว่า ในประวัติศาสตร์โลก จะเห็นได้ว่า มีบางช่วงเวลาที่โลกจำต้องมีการตัดสินใจด้วยความเด็ดขาดในเรื่องที่สำคัญมากๆ เพื่อที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงต่อมนุษยชาติ และบัดนี้โลกกำลังต้องการการตัดสินใจเช่นนั้นอีกครั้งหนึ่งแล้ว
การศึกษาเพื่อขจัดความเห็นแก่ตัวและความเฉยเมย
การศึกษาควรต้องก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง (ในที่นี้หมายถึงการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น) ไม่ใช่คงความเป็นโลกเดิมๆ ที่มีแต่ความเห็นแก่ตัว มีแต่ความแตกแยก แบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย ไม่สนใจใยดี เฉยเมย ไม่แยแสในความทุกข์ยากของผู้อื่น ขาดการเอื้ออาทร หากเราไม่แก้ไข ไม่ทำอะไร นี่คือโลกที่เด็กและเยาวชนจะสืบทอดและรับสิ่งเหล่านี้เป็นมรดกจากเรา
ประเด็นสุดท้าย ทำงานร่วมกันเพื่ออนาคตใหม่
สิ่งที่เราควรกระทำคือ ช่วยตอบสนองความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอนาคตที่มีผลกระทบต่อบรรดาเยาวชน จนทำให้พวกเขาเกิดความสิ้นหวัง เราควรต้องร่วมเดินทางกับพวกเขา เราต้องไม่นิ่งเฉยต่อการใช้ความรุนแรง การล่วงละเมิดต่อผู้เยาว์ และจำต้องให้ความสนใจ ใส่ใจใน “ความทุกข์เข็ญ”ทุกรูปแบบ ที่โลกปัจจุบันของเราต้องแบกรับอันเป็นผลจากการเห็นแก่ตัว การพัฒนาโลกที่ทำลายธรรมชาติ เอารัดเอาเปรียบอย่างขาดจิตสำนึก จนก่อให้เกิดวิกฤตอื่นๆ ตามมา ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ และสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง
ดังนั้น คุณค่าการศึกษาของพวกเราจึงไม่ควรวัดกันแค่ผลการสอบ และการประเมินคุณภาพมาตรฐานเท่านั้น แต่ยังต้องวัดด้วยประสิทธิผลต่อจิตวิญญาณของสังคม สังคมที่เด็กและเยาวชนควรเปี่ยมด้วยอารยะธรรมแห่งความรัก รักเพื่อนมนุษย์และรักษ์ธรรมชาติ เกิดมีวัฒนธรรมใหม่ คือวัฒนธรรมที่มุ่งช่วยให้เด็กเติบโตเป็นคนดีในสังคม
ขอให้เราเชื่อมั่นว่า เราสามารถช่วยกันสั่งสอนอบรมนักเรียนของเราให้มีอนาคตที่ดีกว่านี้ ให้เขาเป็นคนดีของสังคมได้
แล้วสมเด็จพระสันตะปาปาก็ทรงนำเสนอหัวข้อในภาพรวมของโลกที่เราควรช่วยกันนำสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง รวมทั้งสิ้น 7 ประการด้วยกัน
* ประการแรก ต้องทำให้คุณค่าและศักดิ์ศรีของผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการศึกษาทุกระดับ ทุกประเภท ทั้งการศึกษาในระบบและนอกระบบ เพื่อที่จะส่งเสริมลักษณะจำเพาะ ความงดงาม อัตลักษณ์ และความสามารถของเขาในความสัมพันธ์กับผู้อื่น และกับโลกที่อยู่รอบตัว ในขณะเดียวกันก็สอนให้เขารู้จักปฏิเสธวิถีชีวิตที่ส่งเสริมการแพร่วัฒนธรรมที่เลวร้ายทั้งหลาย
* ประการที่สอง ขอให้เราเปิดใจที่จะฟังเสียงของเด็กและเยาวชนที่พวกเราอบรมสั่งสอน ขอให้เรามีเวลาที่จะฟังเสียงร้องจากส่วนลึกของหัวใจของผู้เรียน ที่แสวงหา นอกจากทักษะความรู้จากเราผู้สอนแล้ว พวกเขายังปรารถนาอนาคตแห่งความยุติธรรม สันติสุข และชีวิตที่มีศักดิ์ศรี
* ประการที่สาม สนับสนุนอย่างเต็มที่ให้เด็กและเยาวชนหญิงใด้รับการศึกษา
* ประการที่สี่ ต้องเข้าใจว่าบ้านเป็นสถานที่แรกของการศึกษาที่มีความสำคัญยิ่ง
* ประการที่ห้า การให้การศึกษาและการรับการศึกษา จำเป็นต้องยอมรับและเปิดกว้างให้กับผู้ที่มีความเปราะบาง และผู้ที่อยู่ตามชายขอบสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาวิกฤตในขณะนี้ที่มีผู้เรียนหลุดออกจากระบบการศึกษาจำนวนมากอันเกิดจากความยากจนเฉียบพลัน
* ประการที่หก พยายามหาวิธีการใหม่ๆ สำหรับเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง และความเจริญก้าวหน้าที่สามารถรับใช้และเกิดประโยชน์กับทุกคนได้
* ประการที่เจ็ด ปกป้อง พิทักษ์ คุ้มครองสิ่งแวดล้อม เสริมสร้างบ้านที่เป็นบ้านร่วมกันของพวกเรา คือโลกใบนี้ ช่วยกันคุ้มครองผืนแผ่นดินโลกจากการถูกเอารัดเอาเปรียบด้านทรัพยากรธรรมชาติ โดยเผาผลาญทรัพยากรไปอย่างสิ้นเปลือง ทำให้โลกร้อนขึ้น และเต็มไปด้วยมลภาวะ
เมื่อได้ยินได้ฟังพระดำรัสของสมเด็จพระสันตะปาปาแล้ว ต่อไปนี้ เราควรจะต้องทำอะไร และทำอย่างไรต่อไป
คำตอบอยู่ที่พวกเรา บุคลากรทุกระดับของสถานศึกษาคาทอลิกที่ควรต้องรื้อฟื้นการยึดมั่นในคุณค่าพระวรสาร ทบทวนพันธกิจต่างๆ ที่เราทำ ว่าจำต้องปรับปรุง หรือแก้ไขใหม่ โดยมุ่งเน้นเป้าหมายให้ชัดเจนตามพระดำรัสเพื่อสร้างเด็กและเยาวชนให้เป็นความหวังของสังคมโลกด้วยวิธีการใดบ้าง
เริ่มที่การเปลี่ยน mindset หรือกรอบความคิดของเราแต่ละคนเสียก่อน ตั้งแต่ผู้บริหาร ไปจนถึงครู บุคลากรทางการศึกษา รวมทั้งคนงานภารโรงทุกคน เราต้องเชื่อมั่นว่า การศึกษาสามารถเปลี่ยนแปลงผู้เรียนให้ดีขึ้นได้ สามารถเปลี่ยนสังคมในโรงเรียนของเรา ในชุมชนของเรา ในประเทศชาติและโลกของเราให้ดีขึ้นได้
ส่วน Action Plan หรือแผนปฏิบัติการนั้น ระดับแรก คือระดับส่วนตัวของเราเอง ซึ่งสามารถทำได้เลย เช่น ไม่มองผู้เรียนแค่เป็นผู้มาเรียน เพียงเพื่อสอบให้ผ่าน เพียงเพื่อให้สำเร็จการศึกษา แต่เรามองถึงความเป็นมนุษย์ผู้มีศักดิ์ศรีมนุษย์ผู้มีบทบาทสำคัญโดยตรงในการสร้างสันติ รู้จักรับใช้สังคม ช่วยเหลือผู้อื่น จุดหมายปลายทางของการศึกษา คือการนำความรู้ไปรับใช้ ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมโลก
Action plan อีกระดับ คือการกำหนดเป็นแผนรวมของทั้งโรงเรียนที่ทุกคนต้องช่วยกันคิด ช่วยกันทำไปในทิศทางเดียวกัน และจะต้องทำต่อเนื่องเรื่อยไป
สภาการศึกษาคาทอลิกแห่งประเทศไทย หวังว่า การสัมมนาเรื่องนี้สำหรับผู้บริหารและครูโรงเรียนคาทอลิกในวันนี้ จะช่วยให้เราเข้าใจพระประสงค์และคำขอร้องของสมเด็จพระสันตะปาปามากยิ่งขึ้น และยินดี เต็มใจที่จะร่วมมือกับพระองค์ อีกทั้งพร้อมที่จะลงนามต่อไปเพื่อเป็นคำมั่นสัญญาของเราเองที่จะช่วยกันทุกวิถีทางให้นักเรียนของเราเติบโตเป็นคนดีของสังคมและของมนุษยชาติ
ขณะนี้พวกเรามีความเชื่อ ความหวัง และความรักอยู่ทั้งสามประการ แต่ที่ยิ่งใหญ่กว่าสิ่งใดทั้งหมดคือ ความรัก (1คร13:13)
อ. ชัยณรงค์ มนเทียรวิเชียรฉาย
26 กรกฎาคม 2021
ดาวน์โหลดไฟล์.docx >> อ.ชัยณรงค์-สรุปคำบรรยาย Global Compact on Education 26 กรกฎาคม 2564
ดาวน์โหลดไฟล์.pptx >> 6-อ.ชัยณรงค์_MAIN Global Compact
Link เพื่อแชร์ >> https://bit.ly/3At6ih4
<รายละเอียดเพิ่มเติม>







