การจัดประสบการณ์การเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย
แบบบูรณาการผ่าน “กิจกรรมหลัก 6 กิจกรรม”
การจัดประสบการณ์การเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัยเป็นการจัดกิจกรรมในลักษณะการบูรณาการผ่านการเล่น ด้วยการลงมือปฏิบัติจริง โดยใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า เพื่อให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรงอย่างหลากหลาย เกิดการเรียนรู้ และได้รับการพัฒนาทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาไปพร้อม ๆ กัน
การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ต้องครอบคลุมประสบการณ์สำคัญ และสาระที่ควรเรียนรู้ที่กำหนดในหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 การจัดกิจกรรมให้เด็กในแต่ละวัน ไม่จัดเป็นรายวิชา แต่จัดเป็นกิจกรรมเพื่อส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก ครูต้องทำความเข้าใจในหลักการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แนวทางการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ และการจัดกิจกรรมประจำวัน
หลักการจัดประสบการณ์การเรียนรู้
1. จัดประสบการณ์การเล่น และการเรียนรู้อย่างหลากหลายเพื่อพัฒนาเด็กโดยองค์รวมอย่างสมดุลและต่อเนื่อง
2. เน้นเด็กเป็นสำคัญ ตอบสนองความต้องการความสนใจความแตกต่างระหว่างบุคคล และบริบทของสังคมที่เด็กอาศัยอยู่
3. จัดประสบการณ์ให้เด็กได้รับการพัฒนา โดยให้ความสำคัญกับกระบวนการเรียนรู้ และพัฒนาการของเด็ก
4. จัดการประเมินพัฒนาการให้เป็นกระบวนการอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง และเป็นส่วนหนึ่งของการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ พร้อมทั้งนำผลการประเมินมาพัฒนาเด็ก
5. ให้พ่อแม่ ครอบครัว ชุมชน และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง มีส่วนร่วมในการพัฒนาเด็ก

การจัดกิจกรรมประจำวัน
ในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย เป็นการบูรณาการกิจกรรม การเรียนรู้ พัฒนาการ และทักษะในกิจกรรมประจำวันที่เด็กปฏิบัติ ซึ่งการจัดกิจกรรมประจำวันสำหรับเด็กปฐมวัย สามารถจัดได้หลายรูปแบบขึ้นอยู่กับความเหมาะสมในการนำไปใช้ของแต่ละหน่วยงาน สิ่งสำคัญที่ครูต้องคำนึงถึงการจัดกิจกรรม คือ จัดให้หลากหลายรูปแบบ และครอบคลุมพัฒนาการทุกด้าน ดังต่อไปนี้
1. การพัฒนากล้ามเนื้อใหญ่ เป็นการพัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแขนและขา ความคล่องแคล่วในการใช้อวัยวะต่าง ๆ และการประสานสัมพันธ์
ตัวอย่างเช่น เล่นอิสระกลางแจ้ง เล่นเครื่องเล่นสนามเล่นปีนป่ายอย่างอิสระ และเคลื่อนไหวร่างกายตามจังหวะดนตรี

2. การพัฒนากล้ามเนื้อเล็ก เป็นการพัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมือ นิ้วมือ และการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตาอย่างคล่องแคล่ว
ตัวอย่างเช่น เล่นเครื่องเล่นสัมผัส ฝึกช่วยเหลือตนเองในการแต่งกาย การปั้น การร้อย และการหยิบจับสิ่งของ และอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น ช้อน ส้อมสีเทียน กรรไกร พู่กัน เป็นต้น

3. การพัฒนาอารมณ์ จิตใจ และปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม เป็นการปลูกฝังให้เด็กมีความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง และผู้อื่น มีความเชื่อมั่นในตนเอง กล้าแสดงออก มีวินัย รับผิดชอบ ซื่อสัตย์ ประหยัด เมตตา กรุณา เอื้อเฟื้อ แบ่งปัน มีมารยาทและปฏิบัติตนตามวัฒนธรรมไทยและศาสนาที่นับถือ
ตัวอย่างเช่น การเล่นที่เปิดโอกาสให้เด็กมีโอกาสตัดสินใจเลือกทำกิจกรรมกลุ่มใหญ่กลุ่มย่อย และให้เด็กทำกิจกรรมที่มีการสอดแทรกคุณธรรมจริยธรรมอย่างต่อเนื่อง

4. การพัฒนาสังคมนิสัย เป็นการพัฒนาให้เด็กมีลักษณะนิสัยที่ดี แสดงออกอย่างเหมาะสม และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข สามารถช่วยเหลือตนเองในการทำกิจวัตรประจำวัน มีนิสัยรักการทำงาน รักษาความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่น รวมทั้งระมัดระวังอันตรายจากคนแปลกหน้า
ตัวอย่างเช่น การให้เด็กปฏิบัติกิจวัตรประจำวันด้วยตนเอง เช่นรับประทานอาหาร ขับถ่าย ทำความสะอาดร่างกาย นอนพักผ่อน เล่นและทำงานร่วมกับผู้อื่น ปฏิบัติตามกฏกติกา ข้อตกลงของห้องเรียน และเก็บของเข้าที่เมื่อเล่น หรือทำงานเสร็จ เป็นต้น

5. การพัฒนาการคิด เป็นการพัฒนาให้เด็กมีความสามารถในการคิดแก้ปัญหา การคิดรวบยอด และการคิดเชิงเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์
ตัวอย่างเช่น กิจกรรมให้เด็กได้สังเกตจำแนก เปรียบเทียบ สืบเสาะหาความรู้ สนทนาอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เชิญวิทยากรมาพูดคุยกับเด็ก ศึกษานอกสถานที่ เล่นเกมการศึกษาฝึกแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน ฝึกออกแบบ และสร้างชิ้นงาน ทำกิจกรรมเป็นรายบุคคล กลุ่มย่อยและกลุ่มใหญ่
6. การพัฒนาภาษา เป็นการพัฒนาให้เด็กใช้ภาษาในการสื่อสาร ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิด ความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆที่เด็กมีประสบการณ์ การส่งเสริมทักษะด้านการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียนโดยมีครูเป็นแบบอย่างที่ดีในการใช้ภาษา
ตัวอย่างเช่น กิจกรรมอ่านนิทาน เล่นบทบาทสมมติ เล่นละครสร้างสรรค์ การเขียนชื่อตนเองการเขียนบันทึกสิ่งต่าง ๆ ที่พบเห็น
7. การส่งเสริมจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ เป็นการส่งเสริมให้เด็กมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ สามารถถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึก และเห็นความสวยงามของสิ่งต่าง ๆ รอบตัว
ตัวอย่างเช่น กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ การเคลื่อนไหว และจังหวะตามจินตนาการ การประดิษฐ์สิ่งต่าง ๆ อย่างอิสระเล่นบทบาทสมมติ เล่นน้ำ เล่นทราย เล่นบล็อก

หลักการจัดกิจกรรมประจำวัน
การจัดกิจกรรมประจำวันจะต้องคำนึงถึงอายุ และความสนใจของเด็กในแต่ละช่วงวัย ดังนี้
1. กำหนดระยะเวลาในการจัดกิจกรรมแต่ละกิจกรรมให้เหมาะสมกับวัยของเด็กในแต่ละวัน แต่สามารถยืดหยุ่นได้ตามความต้องการและความสนใจของเด็ก เช่น
- เด็กอายุ 3 - 4 ปี มีความสนใจประมาณ 8 - 12 นาที
- เด็กอายุ 4 - 5 ปี มีความสนใจประมาณ 12 - 15 นาที
- เด็กอายุ 5 - 6 ปี มีความสน์ใจประมาณ 15 - 20 นาที
2. กิจกรรมที่ต้องใช้ความคิดทั้งในกลุ่มเล็ก และกลุ่มใหญ่ ไม่ควรใช้เวลาต่อเนื่องนานเกินกว่า 20 นาที
3. จัดเตรียมกิจกรรมที่เด็กมีอิสระในการเลือกเล่นอย่างเสรี เพื่อช่วยให้เด็กเรียนรู้การเลือก การตัดสินใจ การคิดแก้ปัญหาและความคิดสร้างสรรค์ ควรจัดกิจกรรมอย่างน้อย 40 - 60 นาที เช่น กิจกรรมการเล่นตามมุม กิจกรรมการเล่นกลางแจ้ง และกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์
4. การจัดกิจกรรมควรมีความสมดุลระหว่างกิจกรรมในห้องและนอกห้อง กิจกรรมที่ทำเป็นรายบุคคล กลุ่มย่อยและกลุ่มใหญ่ กิจกรรมที่เด็กเป็นผู้ริเริ่ม และครูเป็นผู้ริเริ่มกิจกรรมที่ใช้กำลังและไม่ใช้กำลัง ทั้งนี้ กิจกรรมที่ต้องออกกำลังกายควรจัดสลับกับกิจกรรมที่ไม่ต้องออกกำลังมากนัก เพื่อเด็กจะได้ไม่เหนื่อยเกินไป

ที่มาของข้อมูล : แนวทางการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบบูรณาการที่เน้นเด็กเป็นศูนย์กลางผ่าน “กิจกรรมหลัก 6 กิจกรรม” (หน้า 1-7)
แผนกปฐมวัย
ฝ่ายการศึกษา อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ







