การเล่นตามรอยพระยุคลบาท เพื่อเสริมสร้างทักษะสมอง EF โดยครอบครัว
กิจกรรมการเล่นตามรอยพระยุคลบาท เพื่อเสริมสร้างทักษะสมอง EF โดยครอบครัวนี้ พ่อแม่ ผู้ปกครองสามารถนำมาจัดเป็นส่วนหนึ่งในวิถีการดำเนินชีวิตประจำวันของครอบครัวอย่างไม่เป็นทางการ เด็กได้รับการบ่มเพาะอบรมขัดเกลาอย่างค่อยเป็นค่อยไป และได้ลงมือปฏิบัติในชีวิตประจำวันของแต่ละครอบครัว ผ่านการเล่นที่เน้นสถานการณ์ท้าทายที่เด็กต้องแก้ปัญหาและวางแผนควบคุมอารมณ์ โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาทักษะสมอง EF 5 ด้าน ได้แก่ ด้านการยั้งคิดไตร่ตรอง ด้านความจำเพื่อใช้งาน ด้านการยืดหยุ่นความคิด ด้านการควบคุมอารมณ์ และด้านการวางแผนจัดระบบดำเนินการ
ประเภทของการเล่น มีดังนี้
1. เล่นกับของเล่น
การเล่นของเด็กภายในบ้าน พ่อแม่ ผู้ปกครองเป็นบุคคลสำคัญในการจัดกิจกรรมการเล่นให้กับเด็กหรือร่วมเล่นกับเด็กได้ อุปกรณ์ในการเล่นกับเด็กง่าย ๆ อาทิ ร่างกายพ่อแม่สามารถนำมาประยุกต์เล่นได้กับเด็กมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการกอด จ๊ะเอ๋ อุ้ม ขี่คอ ตบแปะ หรือแม้เมื่อผู้ปกครองทำงานนอกบ้านกลับมาก็อาจนอนให้เด็กปีนป่าย แค่นี้เด็กก็สนุกแล้ว

(ภาพจาก น้องฟ้าใส)
ของเล่นสำหรับเด็กควรเป็นของเล่นที่มีความหลากหลายทั้ง “ของเล่นมีชีวิต” และ “ของเล่นไม่มีชีวิต” เหมาะสมกับพัฒนาการตามวัยของเด็ก ซึ่งของเล่นมีชีวิต ได้แก่ พ่อ แม่ พี่ น้อง ปู่ ย่า ตา ยาย พี่เลี้ยง เพื่อน รวมทั้งธรรมชาติแวดล้อมที่มีชีวิต เช่น ต้นไม้ สนามหญ้า สวนผลไม้ สวนสาธารณะ และการเล่นกับสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัข แมว ปลา ฯลฯ และของเล่นไม่มีชีวิตได้แก่ ของเล่นธรรมชาติ เช่น ทราย ดิน กรวด หิน ลูกต้นยาง ฯลฯ ของใช้ในบ้าน เช่น ช้อน ถ้วย ชาม ฯลฯ สิ่งประดิษฐ์จากภูมิปัญญาชาวบ้าน เช่น นกกระดาษ ปลาตะเพียนใบลาน ม้าก้านกล้วย กะลาสำหรับเดิน ว่าว ฯลฯ ดังนี้น ของเล่นสำหรับการเล่นของเด็กที่บ้าน อาจจะเป็นสิ่งของที่พ่อแม่ ผู้ปกครองสามารถหาได้ง่าย ๆ และมีอยู่ในบ้านอยู่แล้ว ไม่ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณในการหาซื้อ
ประสบการณ์ต่าง ๆ จากการเล่นของเล่น ช่วยเสริมสร้างทักษะสมอง EF ดังนี้
- เด็กบอกเป้าหมายการเล่น และสามารถวางแผนการเล่นได้ด้วยตนเอง (การวางแผนจัดระบบดำเนินการ)
- เด็กคิดหรือเปลี่ยนแปลงวิธีเล่นให้มีความหลากหลาย (การยืดหยุ่นความคิด)
- เด็กควบคุมอารมณ์และการแสดงออกอย่างเหมาะสม เมื่อเจอปัญหาในการเล่น (การควบคุมอารมณ์)
- เด็กหยุดเล่นได้เมื่อเห็นว่าการเล่นอาจทำให้บาดเจ็บ หรือเกิดอันตราย (การยั้งคิดไตร่ตรอง)
- เด็กนำประสบการณ์เดิมมาเล่าเป็นเรื่องราวได้ (ความจำเพื่อใช้งาน)
- เด็กสงบสติอารมณ์ ระบายความโกรธอย่างเหมาะสม โดยไม่ใช้ความรุนแรง (การควบคุมอารมณ์)
การจัดกิจกรรมการเล่นกับของเล่น ต้องเปิดโอกาสให้เด็กได้สัมผัส จับต้องสำรวจสิ่งของที่เด็กจะเล่น โดยพ่อแม่ผู้ปกครองอาจช่วยพูดกระตุ้นให้เด็กได้สัมผัสสิ่งของสิ่งนั้น โดยการได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า (ตา หู จมูก ลิ้น กาย)
2. เล่นเดินทางท่องเที่ยว ตัวอย่างการเล่นเดินทางท่องเที่ยว เช่น กิจกรรมไปซื้อของกันเถอะ
การพาเด็กออกไปซื้อของตามร้านค้า หรือห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ อาจเป็นสิ่งที่ผู้ปกครองส่วนใหญ่เป็นกังวล ด้วยเหตุผลของผู้ปกครองที่อาจกลัวว่าเด็กจะเดินหลงหายไป หรืออาจมีคนจับตัวไป แต่ถ้าผู้ปกครองเตรียมตั๋วเด็กอย่างดีก่อนที่จะไปซื้อของ เด็กจะได้มีประสบการณ์การเรียนรู้ที่หลากหลายซึ่งประสบการณ์ต่าง ๆ ในการพาเด็กไปซื้อของ ช่วยเสริมสร้างการทำงานของทักษะสมอง EF ได้ดังนี้
- เด็กอดทนรอคอยการต่อคิวซื้อหรือจ่ายเงิน (การยั้งคิดไตร่ตรอง)
- เด็กนำประสบการณ์เดิมมาใช้ในการหาสถานที่และวิธีการเดินทางไปซื้อของ (ความจำเพื่อใช้งาน)
- เมื่อพบปัญหาระหว่างการเลือกซื้อของเด็กสามารถควบคุมอารมณ์และแสดงออกอย่างเหมาะสม (การควบคุมอารมณ์)
- เด็กวางแผนการซื้อของและไปซื้อได้ด้วยตนเอง (การวางแผนจัดระบบดำเนินการ)
- เด็กวางแผนร่วมกับคนอื่น ๆ ในครอบครัวในการเลือกซื้อของได้ (การวางแผนจัดระบบดำเนินการ)
พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถจัดกิจกรรม "ไปซื้อของกันเถอะ" ได้ง่าย ๆ เช่น การชวนเด็กคิดเกี่ยวกับการปฏิบัติตนขณะเดินเลือกซื้อของ การจดจำสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นจุดสำคัญที่สังเกตเห็นได้ง่ายเพื่อใช้เป็นจุดนัดพบหากหลงทาง การวางแผนและจดบันทึกรายการสิ่งของต่าง ๆ ที่ต้องการซื้อ หรือผู้ปกครองอาจเตรียมภาพสิ่งของที่ต้องการซื้อแล้วให้เด็กช่วยหาสิ่งของที่เหมือนในภาพนั้น อาจให้เด็กเลือกซื้อสิ่งของด้วยตนเองโดยพิจารณาเปรียบเทียบขนาด ราคา ยี่ห้อ เป็นต้น ทุกครั้งที่ไปซื้อของที่ต้องต่อคิวซื้อ หรือจ่ายเงิน พ่อแม่ผู้ปกครองควรให้เด็กได้เข้าคิวไปด้วยกัน ชวนเด็กสะท้อนความคิด ทำไมเราต้องเข้าคิวเพื่อซื้อหรือจ่ายเงิน การต่อคิวดีอย่างไร ถ้าไม่ต่อคิวจะเกิดผลเสียอย่างไร ถ้าเต็กต้องยืนต่อคิวนาน ๆ รู้สึกอย่างไร จะจัดการกับความรู้สึกนั้นอย่างไร
3. สนุกกับงานบ้าน/งานชีวิต

(ภาพจาก โรงเรียนราษฎร์บำรุงศิลป์)
จากการศึกษางานวิจัยพบว่า การให้เด็กได้มีส่วนร่วมในการทำงานบ้านตั้งแต่เล็ก ๆ เด็กมีสิทธิ์ที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตมากขึ้น เนื่องจากเป็นผลมาจากการอบรมสั่งสอนให้เด็กมีความรับผิดชอบ รู้จักแบ่งเวลา รู้จักหน้าที่ และมีน้ำใจ แบ่งเบาภาระผู้ปกครอง โดยผลการวิจัยพบว่าเด็กที่ได้ช่วยเหลืองานบ้านตั้งแต่เล็กจะทำให้เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบ มีความพร้อมที่จะช่วยเหลือผู้อื่น มีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่น และสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วและประสบผลสำเร็จ
การมอบหมายภาระงานให้เด็กควรเริ่มจากดูแลร่างกายของตนเอง เริ่มที่อายุ 2-3 ปี ได้แก่ การกิน การนอน แปรงฟัน อาบน้ำ แต่งตัว และการเข้าส้วมได้เอง ดูแลรอบร่างกาย เริ่มที่อายุ 3-5 ปี ได้แก่ การเก็บและทำความสะอาดข้าวของเครื่องใช้ของเล่น และที่นอนของตนเอง ดูแลบ้าน วัยประถม อายุ 6-7 ปีขึ้นไป ควรได้ทำสิ่งที่ต้องทำเพื่อคนอื่น ได้แก่ การทำความสะอาดบริเวณบ้าน การดูแลรักษาสิ่งของภายในบ้าน และพื้นที่สาธารณะ กฎกติกา สังคม เด็ก ๆ ควรทำตามได้ การใช้เสียงในแต่ละสถานที่ การวางตัวในร้านอาหาร การเข้าคิว และการขึ้นยานพาหนะต่าง ๆ
งานเหล่านี้ต้องการความสามารถในการวางเป้าหมาย (target) แล้ววางแผนทำ (planning) และควบคุมตนเอง (self control) เพื่อทำงานให้เสร็จนั่นคือ การพัฒนาทักษะสมอง EF ถ้าต้องการให้ลูกมีฐานของทักษะสมอง EF ที่ดี คือ ฝึกให้ลูกดูแลพื้นที่ทั้งสี่ตามลำดับ งานเหล่านี้ต้องการการลงมือ (action) ทำด้วยมือสองข้าง (hands) สมอง รับผิดชอบนิ้วทั้งสิบ (fingers) จึงจะพัฒนาไปข้างหน้าอย่างรอบด้านกว้างขวาง ทั่วถึงและดีที่สุด (ประเสริฐผลิตผลการพิมพ์, 2561)
ตัวอย่างกิจกรรมสนุกกับงานบ้าน/งานชีวิต : กิจกรรมฝึกลูกเรียนรู้กิจวัตรประจำวัน
กิจวัตรประจำวัน เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องทำเป็นประจำทุกวัน เช่น ล้างหน้า แปรงฟัน อาบน้ำ แต่งตัว กินข้าว ล้างมือ เก็บของเล่น ฯลฯ กิจวัตรประจำวันจึงเป็นสิ่งที่ผู้ปกครองควรปลูกฝังให้เด็กได้ลงมือทำด้วยตนเอง การทำกิจวัตรประจำวันได้ด้วยตนเองสำหรับเด็ก แสดงถึงความมีวินัยในตนเอง มีความรับผิดชอบ รู้จักหน้าที่และเวลาของตนเอง สามารถช่วยเหลือตนเองได้เหมาะสมตามวัย ซึ่งประสบการณ์ ดังกล่าวช่วยเสริมสร้างการทำงานของทักษะสมอง EF ได้ดังนี้
- เด็กวางแผนจัดการกับกิจวัตรประจำวันของตนเองได้ตามลำดับ (การวางแผนจัดระบบดำเนินการ)
- เด็กลงมือทำกิจวัตรประจำวันได้ด้วยตนเองจนเสร็จตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ (การวางแผนจัดระบบดำเนินการ)
- เด็กจำขั้นตอนการทำความสะอาดร่างกายและปฏิบัติด้วยตนเองได้ (ความจำเพื่อใช้งาน)
- เด็กหยุดทำสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องเพื่อทำกิจกรรมที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จ (การยั้งคิดไตร่ตรอง )
- เด็กปรับเปลี่ยนการทำกิจวัตรประจำวันได้เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป (การยืดหยุ่นความคิด)
- เด็กสงบสติอารมณ์ ระบายความโกรธอย่างเหมาะสมโดยไม่ใช้ความรุนแรง (การควบคุมอารมณ์)
4. สนุกกับนิทาน

(ภาพจาก น้องฟ้าใหม่กับโกวต่าย)
การอ่านนิทานหรือเล่านิทานให้เด็กฟังมีความสำคัญต่อเต็กมาก จะทำให้เด็กได้พัฒนาทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคม และสติปัญญา การที่เด็กได้ฟังนิทานจากพ่อแม่ ผู้ปกครองเด็กจะมีความสนุกสนานเพลิดเพลิน ผ่อนคลายอารมณ์ สร้างจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ เป็นการสร้างสัมพันธภาพที่ดีต่อกันในครอบครัว ผู้ปกครองสามารถเล่านิทานให้เด็กฟังได้ทั้งในช่วงเช้า ช่วงเย็น ก่อนเข้านอนหรือวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ ควรเลือกนิทานให้เหมาะกับวัยและวุฒิภาวะของเด็ก อาจจัดบรรยากาศมุมใดมุมหนึ่งของบ้านให้มีหนังสือนิทานเพื่อส่งเสริมการอ่านและพฤติกรรม
การใช้หนังสือที่ถูกต้องให้กับเด็กการอ่าน/เล่านิทานเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของการส่งเสริมทักษะสมอง EF ในเด็ก ในกระบวนการที่ผู้ใหญ่อ่าน/เล่านิทานให้ฟังนั้นมีทักษะสมอง EF หลายด้านพัฒนาขึ้นในสมองของเต็กเสมอ ได้แก่ การจดจ่อตั้งใจฟังเด็กต้องยั้งใจตนจากการไปทำกิจกรรมอย่างอื่น (ยั้งคิดไตร่ตรอง) เด็กได้คิด รู้สึก หรือจินตนาการไปตามเนื้อหาโดยนำข้อมูลใหม่ไปเชื่อมโยงกับข้อมูลเดิมในสมอง (ความจำเพื่อใช้งาน) หากข้อมูลใหม่แตกต่างไปจากข้อมูลเดิม เด็กอาจเกิดการปรับเปลี่ยนความคิด (ยืดหยุ่นความคิด) ยามที่นิ่งฟัง ภาวะอารมณ์ของเด็กจะสงบ หรือไหลลื่นไปตามท้องเรื่อง (ควบคุมอารมณ์) บางครั้งเนื้อหาอาจพาให้เด็กได้สะท้อนความคิดกลับมาถึงตนเอง
นอกจากกระบวนการอ่าน/เล่าที่ส่งเสริมทักษะสมอง EF เป็นพื้นฐานแล้ว เนื้อหาของนิทานแต่ละเล่มยังอาจมีจุดหมายเฉพาะเพื่อส่งเสริมสร้างลักษณะนิสัยด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งสอดคล้องกับการพัฒนาทักษะสมอง EF เพิ่มเติมขึ้นไปอีก เช่น นิทานที่มุ่งส่งเสริมการยั้งคิดไตร่ตรองการยืดหยุ่นความคิด การควบคุมอารมณ์ ความจำเพื่อใช้งาน หรือการวางแผนจัดระบบดำเนินการ
สรุปได้ว่าการเล่นตามรอยพระยุคลบาทเพื่อเสริมสร้างทักษะสมอง EF โดยครอบครัวนี้ พ่อแม่ ผู้ปกครองสามารถนำมาจัดให้เด็กเล่นได้ในวิถีการดำเนินชีวิตประจำวันของแต่ละครอบครัว โดยให้เด็กเล่นกับของเล่น เล่นเดินทางท่องเที่ยวสนุกกับงานบ้าน/งานชีวิต และสนุกกับนิทานที่เน้นสถานการณ์ท้าทายที่เด็กต้องแก้ปัญหาและวางแผนควบคุมอารมณ์ โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาทักษะสมอง EF 5 ด้าน ได้แก่ ด้านการยั้งคิดไตร่ตรอง ด้านความจำเพื่อใช้งาน ด้านการยืดหยุ่นความคิด ด้านการควบคุมอารมณ์ และด้านการวางแผนจัดระบบดำเนินการ
ที่มาของข้อมูล : คู่มือครูและผู้ปกครอง การเสริมสร้างทักษะสมอง EF สำหรับเด็กปฐมวัย (หน้า 27-48)
แผนกปฐมวัย
ฝ่ายการศึกษา อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ








