โรคภัยของเด็กยุคดิจิทัล Gen Z
(ภาพจาก https://www.amarinbabyandkids.com)
เด็ก Gen Z คือ เด็กและเยาวชนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาท่ามกลางยุคของเทคโนโลยีอำนวยความสะดวก และสื่อโซเชียลเน็ตเวิร์กที่เปรียบเสมือนดาบสองคม เพราะนอกจากจะมีอิทธิพลสามารถสร้าง เพาะบ่มพฤติกรรมและลักษณะนิสัยของพวกเขาได้แล้ว ยังก่อให้เกิดโรคภัยต่าง ๆ ที่เป็นผลพวงจากการใช้ชีวิตขลุกกับเทคโนโลยีและโซเชียลเน็ตเวิร์กโดยไม่รู้ตัวได้
พบ! 8 โรคภัยของเด็กยุคดิจิทัล Gen Z
ที่ผู้ปกครองมองข้าม จากการเสพติดเทคโนโลยีนานเกินไป
1. โรคอ้วน
เด็ก Gen Z มีภาวะอ้วนง่าย เพราะวิถีชีวิตและกิจกรรมยามว่างที่ไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกาย ต่างจากเด็กสมัยก่อนที่ยามว่างจะออกไปเล่นกับเพื่อน เช่น กระโดดเชือก วิ่งไล่จับ เล่นกีฬา ประกอบกับเด็กยุคใหม่เข้าถึงอาหารฟาสต์ฟู้ด และน้ำอัดลมได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าอาหารหน้าโรงเรียน ห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อต่าง ๆ รวมถึง แอปพลิเคชันสั่งอาหารต่าง ๆ จึงเสี่ยงต่อภาวะอ้วนได้ง่าย
พฤติกรรมเด็ก Gen Z ก่อโรคอ้วน :
- นั่งหรือนอนเล่นสมาร์ตโฟน
- นอนดูซีรีส์
- นั่งเล่นเกม
- กินฟาสต์ฟู้ด
- ไม่ออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน หรือออกกำลังกาย
2. โรคสมาธิสั้น
สาเหตุของโรคนี้นอกจากจะเกิดจากพันธุกรรมหรือยีนแล้ว พฤติกรรมก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เด็กเป็นโรคสมาธิสั้นได้ เช่น การเล่นเกม ดูทีวี หรือเล่นโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน ๆ หลายชั่วโมง มองผิวเผินอาจดูเหมือนเด็กจะมีสมาธิดี แต่ความจริงแล้วเป็นสิ่งเร้าที่ทำให้เด็กจดจ่อ รู้สึกสนุก พอเมื่อต้องเรียนหนังสือที่ดูน่าเบื่อ เด็กจึงขาดสมาธิที่จะสนใจ
ลักษณะอาการของเด็กสมาธิสั้น :
- ทำงานไม่เสร็จ ว่อกแว่กง่าย
- สะเพร่า ขี้ลืม
- ทำอะไรนาน ๆ ไม่ได้ เปลี่ยนกิจกรรมบ่อย
- อยู่ไม่สุข ต้องขยับตัวตลอดเวลา หรือพูดไม่หยุด
- หุนหันพลันแล่น
- อดทนรออะไรนาน ๆ ไม่ได้
3. ภาวะออทิสติกเทียม
เด็กยุคใหม่เป็นออทิสดิกเทียมกันมากขึ้น เหตุผลเพราะ “ภาวะติดจอ” ทำให้เด็กบางคนอาจมีพัฒนาการล่าช้าด้านการสื่อสาร ภาษา และการเข้าสังคม ที่มีลักษณะอาการคล้ายออทิสติก แต่ไม่ใช่โรค
ลักษณะของภาวะออทิสติกเทียม ได้แก่ ไม่มองหน้าหรือพูดคุยกับผู้อื่น ชอบเก็บตัว พูดช้ากว่าวัย และมีพฤติกรรมก้าวร้าว
4. โรคดวงตา

(ภาพจาก โรงเรียนยอแซฟกรุงเทพฯ)
เด็กในยุคปัจจุบันมีปัญหาด้านดวงตา เพราะสาหตุจากการใช้สายตาเพ่งหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ตโฟนเป็นเวลานาน ๆ ยิ่งอายุน้อยก็ยิ่งเสี่ยงกับปัญหาสายตามาก เพราะจอรับภาพทางประสาทตาของเด็กเล็กยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่
ปัญหาทางดวงตาที่พบ ได้แก่ ตาแห้ง เคืองตา ตามัว สายตาสั้นตั้งแต่ยังเล็ก
ข้อควรระวัง :
1. เด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ ไม่ควรดูโทรทัศน์ หรือเล่นสมาร์ตโฟนและแท็บเล็ต
2. ไม่ควรเล่นสื่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์นานเกิน 1-2 ชั่วโมงต่อวัน
3. ระยะเวลาเล่นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของเด็ก
- เด็ก 2-3 ขวบ ไม่เกิน 15 นาที
- เด็ก 3-5 ขวบ ไม่เกิน 30 นาที
- เด็ก 6-8 ขวบ ไม่เกิน 1 ชั่วโมง
5. โรคไมเกรน
โรคไมเกรนไม่ได้เกิดแต่กับผู้ใหญ่ เด็กก็เป็นโรคนี้ได้ โดยเกิดจากสารเคมีเซโรโทนินที่ทำหน้าที่ควบคุมการหดขยายของหลอดเลือดในสมองทำงานผิดปกติ อีกทั้งยังเกิดจากกรรมพันธุ์ แต่ทั้งนี้ ปัจจัยภายนอกก็เป็นตัวกระตุ้นการขยายตัวของหลอดเลือดในสมองที่มากเกินไปได้ โดยเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการกินอาหารของเด็กยุคนี้
พฤติกรรมกระตุ้นไมเกรน ได้แก่
1. การจ้องแสงสีฟ้าจากคอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานานๆ
2. อดนอน หรือนอนดึก เพราะมัวแต่เล่นโทรศัพท์
3. ความเครียด
4. การกินอาหารจำพวกแปรรูปหรือกึ่งสำเร็จรูปเป็นประจำ อาทิ ไส้กรอก บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
5. การกินอาหาร เช่น ช็อกโกแลต หรือชีส
6. การกินอาหารติดมัน
6. โรคซึมเศร้า

(ภาพจาก https://www.pobpad.com)
จะเห็นว่าข่าวเด็กเป็นโรคซึมเศร้า หรือฆ่าตัวตายมีให้เห็นเรื่อย ๆ สาเหตุมักเกิดจากเด็กขาดการยอมรับนับถือตัวเอง ซึ่งปัจจัยหนึ่งที่มีผลคือ ชีวิตเด็กทุกวันนี้ยึดติดกับสังคมออนไลน์ ที่มีการเปรียบเทียบชีวิตตนเองกับเพื่อนหรือผู้อื่นจนเกิดความทุกข์ ทำให้สร้างโลกสมมุติของตัวเองขึ้น ซึ่งในความเป็นจริงอาจไม่ได้เป็นอย่างที่หวังหรือสร้างขึ้นโดยลืมคิดไปว่าคนอื่นที่เราเห็น ที่เราเอาชีวิตไปเปรียบเทียบกับเขา เขาอาจจะมีด้านที่ไม่ดี ด้านทุกข์ ภาพที่เห็นอาจไมใช่ความเป็นจริงเสมอไปก็เป็นได้
อย่าเผลอติดบ่วงโซเชียล
- การโพสต์ของแบรนด์เนม วัตถุนิยมต่างๆ
- การปรุงแต่งภาพ เช่น การโฆษณาความงาม หรือสัดส่วนรูปร่าง
- การนำเสนอชีวิตด้านดี สวยหรูของคน
เพราะคนอาจสร้างโลกสมมุติของตัวเองขึ้นในโลกออนไลน์ ทั้งที่ในความเป็นจริงอาจไม่ได้เป็นอย่างที่หวังหรือสร้างขึ้นโดยลืมคิดไปว่าคนอื่นที่เราเห็น ที่เราเอาชีวิตไปเปรียบเทียบกับเขา เขาอาจจะมีด้านที่ไม่ดี ด้านทุกข์ ภาพที่เห็นอาจไมใช่ความเป็นจริงเสมอไปก็เป็นได้
7. โรคละเมอแชต
เป็นโรคใหม่ที่เกิดจากการใช้สมาร์ตโฟนมากเกินไป หรือเรียกให้เข้าใจง่าย ๆ ว่าอาการติดแชตแม้ขณะที่ตัวเองกำลังหลับอยู่
ลักษณะอาการโรคละเมอแชต :
- ขณะหลับเมื่อได้ยินเสียงข้อความจากโทรศัพท์มือถือ ร่างกายและระบบประสาทจะตอบสนอง หยิบทรศัพท์มาพิมพ์ตอบกลับทันทีในสภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่น
- เมื่อตื่นขึ้จำไม่ได้ว่าทำอะไรหรือพิมพ์อะไรไป และข้อความที่พิมพ์ก็จับใจความไม่ได้
ผลที่ตามมา :
ร่างกายอ่อนแอเพราะพักผ่อนไม่เพียงพอ และอาจนำไปสู่โรคอ้วน โรคซึมเศร้า กระทบการเรียนและการทำงาน
8. โรคหวาคกลัวการไม่มีมือถือ (Nomophobia)
โนโมโฟเบีย มาจากคำว่า no moblie-phone phobia เป็นโรคทางจิตเวชที่คนหวาดกลัวการไม่มีโทรศัพท์ติดต่อสื่อสาร แบตเตอรี่หมด และเมื่ออยู่ในจุดที่ ไร้สัญญาณโทรศัพท์
ลักษณะอาการเวลาที่ไม่มีโทรศัพท์ หรือไร้สัญญาณโทรศัพท์ :
- เครียด - คลื่นไส้
- หายใจติดขัด - ตัวสั่น
- หงุดหงิด
ลักษณะอาการเวลาใช้โทรศัพท์มือถือได้ปกติ :
- หยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาดูตลอดเวลา
- ติดการแชตส่งข้อความ
- ติดการโพสต์รูป สเตตัส เช็กอิน
- ไม่เคยปิดโทรศัพท์มือถือ
- ไม่เคยปิดโทรศัพท์มือถือ เพราะกลัวพลาดการอัปเดตเรื่องราวต่าง ๆ
(คำแนะนำ หากมีอาการมาก ต้องปรึกษาจิตแพทย์)
ปัจจุบันสมาร์ตโฟนเข้ามามีบทบาทต่อชีวิตประจำวันของเรามาก โดยเฉพาะเด็ก พ่อแม่จึงไม่สามารถปิดกั้นเด็กจากสื่อโซเชียลเน็ตเวิร์กได้ ดังนั้น พ่อแม่ควรมีการจัดการที่ดีโดยเริ่มจากตัวเอง ปรับพฤติกรรมการติดจอ ไม่อยู่กับสมาร์ตโฟนมากจนเกินไปจนทำให้ลูกเห็นว่าเป็นเรื่องปกติ ฝึกให้ลูกสนใจสิ่งต่าง ๆ รอบตัว และปลูกฝังให้เขาสามารถหาความสุขในชีวิตจริง รู้สึกสนุกสนานกับธรรมชาติและสิ่งอื่นรอบตัวที่ไม่ใช่อุปกรณ์ไอที/สื่อโซเชียลเน็ตเวิร์ก ได้แก่ การอ่านหนังสือ การทำกิจกรรมสร้างสรรค์ร่วมกันในครอบครัว เป็นต้น ที่สำคัญ คุณพ่อคุณแม่อย่าลืมตั้งกฎกติกาในการใช้สมาร์ตโฟนร่วมกันนะคะ เพื่อฝึกให้ลูกมีวินัยในการใช้ และเป็นการป้องกันไม่ให้ลูกติดสมาร์ตโฟนจนส่งผลเสียต่อสุขภาพในอนาคต
ที่มาของข้อมูล : โรคภัยของเด็กยุคดิจิทัล Gen Z <ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ> สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
แผนกปฐมวัย
ฝ่ายการศึกษา อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ








