
พระทรงธรรม์ ทรงคุ้มภัย
.....................................
“ข้าพเจ้าต่อสู้มาอย่างดีแล้ว วิ่งมาถึงเส้นชัย และรักษาความเชื่อไว้แล้ว”
(2 ทธ. 4:7)
บุตรชายผู้ซึ่งเริ่มต้นประสบการณ์การทำงานเพื่อทดลองยังชีพด้วยน้ำพักน้ำแรงของตน
โทรศัพท์เข้ามาหาฉันและระบายความรู้สึกเหนื่อยยากท้อแท้กับภาระหน้าที่การงาน
ที่เพื่อนร่วมงานทยอยลาออกกันไปทีละคนสองคน
จนเหลือเพื่อนร่วมงานอยู่เพียงไม่กี่คนในที่ทำงาน
เป็นผลให้ภาระงานที่มีต้องเพิ่มทวีคูณมากขึ้น
บุตรชายมีความปรารถนาจะลาออกจากงาน และถามความคิดเห็นของฉัน
สิ่งหนึ่งที่ฉันมองผ่านประสบการณ์การทำงานของตนเอง
นั่นคือ การรับผิดชอบต่อภาระงานของตนให้ถึงที่สุด
ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น โดยเฉพาะกับหน่วยงานที่ตนเข้าไปทำงานด้วย
ฉันให้ข้อคิดแก่ลูกว่า ประการแรกหากลูกปรารถนาจะลาออก
ลูกควรจะแจ้งเจตจำนงกับบุคคลที่รับผิดชอบโดยตรงล่วงหน้า
และแสดงความมีน้ำใจด้วยการซักถามว่ามีงานใด
ให้จะสามารถช่วยเคลียเพิ่มเติมจนกว่าจะหาพนักงานใหม่ได้หรือไม่
ฉันอยากให้ลูกจากมาอย่างดีโดยบุคคลเบื้องหลังชมเชยมากกว่าตำหนิติเตียน
ย้อนกลับมาอ่านพระวาจาที่ฉันได้รับในวันนี้เช่นกัน
นักบุญเปาโลมั่นใจว่าท่านได้ทำภารกิจของท่านมาอย่างสมบูรณ์พร้อมแล้ว
การจากลาโลกนี้ไปก็ไม่มีอะไรที่ต้องเสียดายอีก
ท่านได้ทำหน้าที่ของท่านอย่างดีที่สุดแล้ว
และชื่อของท่านก็ถูกจารึกไว้จนถึงปัจจุบัน เป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ความเชื่อ
ที่ชัดเจนกว่าเมื่อครั้งที่ท่านเบียดเบียนข่มเหงคริสตชนเสียอีก
แล้วตัวฉันหละ เมื่อกลับมาทบทวนชีวิตของตนเอง
ฉันพร้อมแค่ไหนที่หากวันใดพระจะเรียกชีวิตนี้กลับคืนไป
สิ่งที่หลงเหลือไว้บนโลกนี้คืออะไร คำชื่นชม แบบอย่าง หรือคำตำหนิติเตียนด่าทอ
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ฉันก็พบว่า มนุษย์มีขีดจำกัดมากมาย
ในเมื่อเราไม่สามารถกำหนดชีวิตตนหลังความตายได้เลย
หากแต่เรายังมีลมหายใจอยู่บนโลกนี้ที่เราสามรถกำหนดกิจการของตน
อันจะส่งผลถึงชีวิตตนหลังความตายได้
เหตุใดฉันจึงจะไม่พยายามต่อสู้ บากบั่น และรักษาความเชื่อในการดำเนินชีวิตของตนไว้
เหตุใด ฉันจึงจะไม่เดินตามทางที่รู้ทั้งรู้ว่าเป็นทางแห่งความชอบธรรม
ที่จะทำไปสู่บ้านแท้นิรันดรในสวรรค์ได้
“จงจับตาดูพระองค์ แล้วใบหน้าของท่านจะสดใส ไม่มีวันจะต้องอับอายเลย”
(เพลงสดุดี 34:5)
แม้แท้จริงแล้วผู้ตัดสินชีวิตของเราเป็นกรรมสิทธิ์ของพระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว
แต่เพื่อนมนุษย์ก็เป็นเสมือนกระจกสะท้อนกิจการของเราในระดับหนึ่งบนโลกใบนี้
ที่พระเจ้าทรงส่งมาให้รายล้อมตัวเราอย่างเหมาะสม
เป็นกระบอกเสียง เป็นสายตา เป็นเครื่องชั่ง เครื่องตวง เป็นทะนานของโลกใบนี้
ให้เราได้หยุด และคิด พิจารณา
ไตร่ตรองชีวิตของตนว่าที่ผ่านมา เราทำถูกต้องหรือผิดพลาดสิ่งใด
ส่งผลกระทบหรือทำร้ายใครโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวหรือไม่
ในอดีตฉันอาจจะเคยให้เสียงของคนรอบข้างมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของฉันมากมาย
มากมายจนกระทั่งมันเป็นเสียงที่เข้าไปครอบงำกิจการและจิตวิญญาณของฉัน
ฉันกลายเป็นคนขี้ขลาดหวาดระแวง และไม่กล้าตัดสินใจกระทำสิ่งใดด้วยตนเอง
ในปัจจุบัน เสียงเหล่านั้นแม้จะยังมีอิทธิพลต่อฉันบ้าง
แต่ก็เป็นอิทธิพลในทางบวก ที่ฉันเก็บไว้เป็นเสียงเตือนใจ
ที่หากเมื่อมาไตร่ตรองแล้วมันเป็นสิ่งที่พัฒนาชีวิตของฉัน ฉันก็จะพยายามปรับปรุง
หากแต่ว่า ถ้าฉันไตร่ตรองแล้ว มันไม่ได้สร้างคุณค่าให้ฉันเลย
กลับเป็นพลังลบในชีวิต ฉันก็จะตัดมันทิ้งไป
“ทูตสวรรค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าตั้งค่ายอยู่โดยรอบผู้ยำเกรงพระองค์
พระองค์ทรงช่วยเขาให้พ้นภัย”
(เพลงสดุดี 34:7)
จิตวิญญาณ แห่งข้าฯเอ๋ย ไฉนเลย จึงห่วงหา
พะวงหลง โลกมายา อนิจจา น่าเห็นใจ
โลกวุ่นวาย คนรายล้อม จิตกลับยอม ถ่อมใจให้
เหล่าอธรรม มานำใจ จึงก้าวไป ไฟโลกันตร์
หากจิตยอม จะถ่อมใจ พระทรงชัย ครองใจมั่น
แม้ทุกข์ยาก แลบากบั่น พระทรงธรรม์ ทรงคุ้มภัย
--------------------------------------------
เติมวิตามินใจด้วยพระวาจา
ไปกับ น้ำผึ้งหวาน
(Theresa Paradee Thescharee)
29-06-2022
คัดลอกLinkเพื่อแบ่งปันบทความ >> https://bit.ly/3yAZrEA







