ครูผู้เป็น “นั่งร้าน” ช่วยเด็กๆ สร้างตึกของตัวเองให้แข็งแรง
- Scaffolding วิธีการเรียนรู้ที่ครูเปรียบเหมือน ‘นั่งร้าน’ ที่เป็น ‘ตัวช่วย’ ให้เด็กๆ ก่อร่างสร้างตึกของตัวเองระหว่างที่โครงสร้างตึกยังไม่ถูกวาง หรือ ในวันที่เขายังไม่รู้ว่าจะเรียนยังไง?? จะไปถึงความรู้นั้นได้อย่างไร ??
- ‘นั่งร้าน’ จัดวางตัวเองอยู่ตรงกลางระหว่าง ‘การเรียนรู้ที่ง่าย’ กับ ‘การเรียนรู้ที่ยาก’ เพราะพื้นที่กลางๆ แบบนี้ จะยิ่งช่วย ‘บูสต์’ หรือผลักดันให้ผู้เรียนพัฒนาหรือขับเคลื่อนตัวเองไปสู่จุดหมายได้
- ครู ผู้เป็นนั่งร้าน ต้องช่วยลดความกังวล บรรเทาความท้อแท้ หรือความรู้สึกด้านลบขณะที่เด็กๆ ต้องเผชิญหน้ากับการเรียนรู้ที่พวกเขารู้สึกยากลำบาก มองให้ทะลุว่าเด็กๆ ต้องการตัวช่วยอะไรเพื่อให้ไปสู่เป้าหมายได้สำเร็จ
* * * * * * * * *
Scaffolding วิธีการเรียนรู้ที่ครูเปรียบเหมือน ‘นั่งร้าน’ ที่เป็น ‘ตัวช่วย’ ให้เด็กๆ ก่อร่างสร้างตึกของตัวเองระหว่างที่โครงสร้างตึกยังไม่ถูกวางหรือในวันที่เขายังไม่รู้ว่าจะเรียนยังไง?? จะไปถึงความรู้นั้นอย่างไร?? และเมื่อโครงสร้างแข็งแรงดีแล้ว นั่งร้านจะถูกถอดออกและต่อไปเด็กๆ จะเรียนรู้ต่อเนื่องได้ด้วยตัวเอง...
‘นั่งร้าน’ ต้องมอบบทเรียนที่ไม่ง่ายเกินไป ไม่ยากเกินไป เพื่อท้าทายให้ผู้เรียนยังไปต่อและไม่ล้มเลิกกลางทาง หัวใจของ Scaffolding ยังต้องช่วยลดความกังวลหรือความรู้สึกด้านลบขณะเด็กๆ เผชิญหน้ากับการเรียนรู้ที่รู้สึกว่ายากลำบาก ครูรู้ว่าเด็กๆ ต้องการตัวช่วยอะไรเพื่อให้เขาไปสู่เป้าหมายได้สำเร็จ
ในระหว่างการเรียนรู้ เด็กๆ อาจผ่านช่วง ‘การเรียนรู้ที่ง่าย’ เป็น comfort zone ในขณะที่บางช่วงต้องผ่าน ‘การเรียนรู้ที่ยาก’ หรือ stress zone ซึ่งเป็นช่วงที่เขาขยายขอบเขตความรู้ตัวเองไม่ได้ ณ จังหวะนี้เขาต้องการครู ผู้เป็น ‘นั่งร้าน’ ช่วยสนับสนุนให้เขาข้ามผ่านการเรียนรู้ที่ยาก ยกระดับการเรียนรู้ของตัวเองขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งได้ เรียกกระบวนการนี้ว่า Scaffolding
‘นั่งร้าน’ จึงจัดวางตัวเองอยู่ตรงกลางระหว่าง ‘การเรียนรู้ที่ง่าย’ กับ ‘การเรียนรู้ที่ยาก’
The Zone of Proximal Development (ZPD) ระยะทางระหว่างความรู้เดิม กับ ความรู้ที่มากขึ้นหลังถูกพัฒนา
เพื่อขยายความและยกตัวอย่างวิธีการทำ Scaffolding จำเป็นต้องอธิบายแนวคิดเบื้องหลังของคำ นั่นคือมโนทัศน์การเรียนรู้เรื่อง The Zone of Proximal Development หรือ ZPD พัฒนาโดย วีกอตสกี (Lev Vygotsky, 1896-1934) นักจิตวิทยาชาวรัสเซีย
กลุ่มพุทธิปัญญานิยม
ZPD ว่าด้วย ‘ระยะทาง’ ระหว่างความรู้เดิมที่ตัวเด็กมี (level of independent development) กับ ความรู้ที่เด็กๆ จะถูกพัฒนาก็ต่อเมื่อได้รับความช่วยเหลือหรือสนับสนุน (level of potential development) จากครู สังคม เพื่อน หรือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะใน
รูปแบบต่างๆ วีกอตสกีเชื่อว่าเด็กที่อยู่ในระยะ ZPD ควรได้รับความช่วยเหลือด้วยบทเรียนที่ไม่ยากเกินไปจนเด็กๆ สับสน หรือท้อจนอยากล้มเลิก (stress zone) แต่ต้องไม่ง่ายเกินไปจนทำให้เด็กๆ ติดอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย (comfort zone)
‘พื้นที่กลางๆ’ แบบนี้ จะยิ่งช่วย ‘บูสต์’ หรือผลักดันให้ผู้เรียนพัฒนาหรือขับเคลื่อนตัวเองไปสู่จุดหมายได้
โดยระยะการเรียนรู้ของ ZPD เด็กๆ จะพัฒนาได้ด้วยปัจจัยการเรียนรู้ 3 ปัจจัย ดังนี้...
- A More Knowledgeable Other: การเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญที่รู้จริงในด้านนั้นๆ
- Social Interactions: เรียนรู้ผ่านปัจจัยหรือบริบททางสังคม
- Scaffolding: วิธีสนับสนุนการเรียนรู้เพื่อให้เด็กๆ ผ่านระยะ ZPD ไปได้
แม้ Scaffolding จะเป็นหนึ่งในปัจจัยการเรียนรู้ที่พูดถึงโดยวีกอตสกี แต่ต้องขีดเส้นใต้ว่าผู้ที่ใช้คำว่า ‘นั่งร้าน’ เป็นที่แรกคืองานของ David Wood, Jerome S. Bruner และ Gail Ross ในปี 1976
หากไม่มี ‘นั่งร้าน’ ผู้เรียนไม่อาจพัฒนาความรู้ไปถึงจุดหมายได้
Scaffolding คือวิธีการ ‘หลากหลาย’ ที่เป็น ‘ตัวช่วย’ หรือ ‘หน้าที่สนับสนุน’ ให้เด็กคนหนึ่งพัฒนาความรู้ความสามารถ
‘ในจุดที่ตัวเองยืนอยู่’ ไปจนถึงจุด level of potential development และเป็นการทำหน้าที่ของครูในวันที่เด็กไม่รู้ว่าจะไปถึงจุดหมายนั้นอย่างไร
‘นั่งร้าน’ ต้องทำหน้าที่สร้างความอุ่นใจ
หนึ่งในเป้าหมายของ Scaffolding ครู ผู้เป็นนั่งร้าน ต้องช่วยลดความกังวล บรรเทาความท้อแท้ หรือความรู้สึกด้านลบขณะเด็กๆ ต้องเผชิญหน้ากับการเรียนรู้ที่พวกเขารู้สึกยากลำบาก มองให้ทะลุว่าในช่วงเวลานี้ เด็กๆ ต้องการตัวช่วยอะไรเพื่อให้เขาไปสู่เป้าหมายได้สำเร็จและให้อย่าง ‘พอดี’ อาจเรียกว่านี่คือความท้าทายสูงสุดของ Scaffolding
ตัวอย่างวิธีการ Scaffolding
วิธีคิดเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติในภาพรวม Scaffolding มีไอเดียใหญ่ๆ ว่า มันคือการตัดย่อยเนื้อหาในภาพรวม ดึงเนื้อหาออกเป็นก้อนเล็กๆ ให้เด็กได้เรียนรู้ จากนั้นจึงช่วยสนับสนุนให้เรียนรู้ด้วยวิธีคิดแบบ Scaffolding ในแต่ละพาร์ท
- เริ่มต้นบทเรียนด้วยเวอร์ชั่นง่ายๆ ไม่ซับซ้อน แล้วค่อยเพิ่มความซับซ้อนของเนื้อหาเมื่อเห็นว่าเด็กๆ พร้อมเรียนรู้ขั้นตอนถัดไปแล้ว
- ผู้สอนอธิบายคอนเซ็ปต์เรื่องที่จะสอนให้เห็นภาพ เห็นปัญหา เห็นทางเลือกต่อวิธีแก้ปัญหาให้เด็กๆ เลือกหยิบไปใช้ได้
- ให้ตัวอย่างอย่างเป็นรูปธรรม
- ก่อนการสอน ครูอธิบายคำศัพท์ยากๆ ที่นักเรียนจะเจอจากบทเรียน
- ครูอธิบายเป้าหมายการเรียนรู้แต่ละซีรีส์และมินิซีรีส์
- ทุกครั้งที่จะเริ่มซีรีส์หรือมินิซีรีส์ของบทเรียนใหม่ ครูอธิบายว่าบทเรียนที่ผ่านมาเกี่ยวข้องกับบทเรียนใหม่อย่างไร
* * * * * * * * *
ที่มาของข้อมูล : Learning Theory
เรื่อง ณิชากร ศรีเพชรดี ภาพ บัว คำดี
แผนกวิชาการระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ฝ่ายการศึกษา อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ









