ประวัติความเป็นมาเนตรนารี
ความหมาย
เนตรนารี หมายถึง ลูกเสือหญิง บี-พี ไม่เรียกลูกเสือหญิงว่า Girl Scout แต่เรียกว่า Girl Guide แทน เพื่อเอาใจพ่อแม่เด็กผู้หญิงในสมัยนั้น ที่ยังไม่ยอมให้เด็กผู้หญิงมีพฤติกรรมแบบเด็กชาย แต่กิจกรรมของเนตรนารีมิได้แตกต่างจากลูกเสือชายแต่อย่างใด

ภาพจาก : https://openhousenygh.com/cca-showcase/girl-guides/#jp-carousel-996
เนตรนารี
ความเป็นมา
ในพ.ศ. ๒๔๕๒ (ค.ศ. ๑๙๐๙) เพียง ๒ ปี หลังจากการก่อกำเนิดลูกเสือ ได้มีการจัดงานชุมนุมลูกเสือที่ คริสตัล พาเลซ (Crystal Palace Rally) ในกรุงลอนดอน มีลูกเสือเข้าร่วมงานชุมนุมฯ ประมาณ ๑๑,๐๐๐ คน การชุมนุมฯ ประสบความสำเร็จอย่างสูง King Edward VII กษัตริย์อังกฤษ ได้ทรงส่งโทรเลขแสดงความยินดีกับ บี-พี ในระหว่างงานชุมนุม บี-พี ได้พบว่าเด็กหญิงกลุ่มหนึ่งแต่งกายแบบลูกเสือ เข้าร่วมในงานชุมนุมฯ ด้วย การที่มี “ลูกเสือหญิง” (Girl Scouts) ร่วมอยู่ในงานชุมนุมฯ สร้างความประหลาดใจไม่คาดคิดมาก่อนให้กับ บี-พี และสังคมอังกฤษ เพราะเด็กผู้หญิงในสมัยนั้น จะต้องประพฤติปฏิบัติตัวแบบกุลสตรีที่ดีงามเท่านั้น ไม่ควรที่จะมาเข้าค่ายพักแรมแบบเด็กผู้ชาย แสดงว่าเด็กหญิงกลุ่มนี้มีความมุ่งมั่นที่จะเป็นลูกเสืออย่างแน่วแน่ โดยไม่เกรงกลัวข้อทัดทานใด ๆ จากพ่อแม่และสังคม บี-พี จึงตกลงใจที่จะให้มีลูกเสือหญิงได้ตามคำเรียกร้อง และได้ขอร้องให้น้องสาวคนเดียว ชื่อ แอกเนส เบเดน-โพเอลล์ (Agnes Baden-Powell) เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบกิจการลูกเสือหญิง โดยในพ.ศ. ๒๔๕๓ แอกเนส เบเดน-โพเอลล์ ได้จัดตั้ง “สมาคมเนตรนารี” (Girl Guides Association) ขึ้น มีสมาชิกเริ่มต้นกว่า ๖,๐๐๐ คน การที่ต้องจัดตั้งสมาคมเนตรนารีแยกต่างหากจากลูกเสือชาย เนื่องจากว่าในสมัยนั้น พ่อแม่ยังยอมรับไม่ได้ที่จะให้ลูกสาวทำกิจกรรมร่วมกับเด็กผู้ชาย ในปัจจุบันถึงแม้การทำกิจกรรมร่วมระหว่างเด็กหญิงและชาย จะเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป แต่องค์กรทั้งสองก็ยังคงแยกกันอยู่เหมือนเดิม
ในระหว่างสงครามโลก ครั้งที่ ๑ พ.ศ. ๒๔๕๗-๒๔๖๑ เนตรนารีและลูกเสือได้ปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือสังคม ประเทศชาติอย่างมาก บี-พี จึงพิจารณาเห็นว่าควรจะมีการบริหารจัดการกิจการเนตรนารีเสียใหม่ จึงเขียนหนังสือ “คู่มือเนตรนารี” (Girl Guiding) ขึ้นในพ.ศ. ๒๔๖๑ และได้มอบหมายให้ภรรยาสาว โอเลฟ เบเดน-โพเอลล์ (ขณะนั้นอายุเพียง ๒๙ ปี) รับหน้าที่ดูแลกิจการเนตรนารีแทนน้องสาว ซึ่ง โอเลฟ เบเดน-โพเอลล์ ก็รับด้วยความยินดี และรับตำแหน่งประมุขเนตรนารี (Chief Guide) พ.ศ. ๒๔๖๑ นั่นเอง ซึ่งตำแหน่งนี้ได้เปลี่ยนเป็น “ประมุขเนตรนารีโลก” (World Chief Guide) ในพ.ศ. ๒๔๗๓ และดำรงตำแหน่งนี้จนวันสุดท้ายของชีวิต ในพ.ศ. ๒๕๒๐ (ค.ศ. ๑๙๗๗)
กิจการเนตรนารีภายใต้การนำของ โอเลฟ เบเดน-โพเอลล์ เจริญรุ่งเรืองขึ้นอย่างมาก และรวดเร็วก่อนที่จะเสียชีวิต สมาชิกเนตรนารีทั่วโลกมีมากกว่า ๖.๕๐ ล้านคน
สำหรับในประเทศไทย ได้มีผู้นำเอาคำว่า Girl Guide ไปจดทะเบียนสำหรับใช้เรียก “ผู้บำเพ็ญประโยชน์” ก่อนแล้ว ทางลูกเสือจึงใช้คำว่า “เนตรนารี” แทนตามที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริตั้งแต่ต้น

ประวัติความเป็นมาของเนตรนารีไทย

ภาพจาก : http://www.atbis.ac.th/?p=3558
เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตั้งกองเสือป่าขึ้นแล้ว ในปีเดียวกันนั้นเอง พระองค์ท่านก็ได้ทรงคิดถึงเยาวชนของชาติโดยทันที จึงได้ทรงจัดตั้งกองลูกเสือขึ้นเพื่ออบรมจิตใจเด็กชายแต่เยาว์ให้มีความกล้าหาญ อดทน เข้มแข็ง สมชาย รู้จักบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นและแก่ส่วนรวม กิจการลูกเสือได้แพร่หลายไปทั่วประเทศก่อนพระราชบัญญัติประถมศึกษาถึง ๑๐ ปี จึงนับได้ว่าการลูกเสือเป็นอุปกรณ์การศึกษาที่ดีเลิศ นอกจากที่ทรงพระมหากรุณาแก่ชายไทยแล้ว ยังทรงพระราชคำนึงว่า สตรีและเด็กหญิง ก็อาจเป็นกำลังของชาติได้ จึงทรงตั้งกลุ่มสตรีขึ้นเรียกว่า “สมาชิกแม่เสือ” โดยรับสมัครสตรีที่ส่วนมากเป็นภริยาและบุตรของเสือป่า สมาชิกแม่เสือมีหน้าที่จัดหาเสบียง และเวชภัณฑ์ส่งให้กองเสือป่าและต้องช่วยชำระค่าบำรุงสโมสรด้วย ผู้ใหญ่เสียค่าบำรุงปีละ ๒ บาท เด็กเสีย ปีละ ๕๐ สตางค์ สมาชิกแม่เสือมีสิทธิประดับเข็มเครื่องหมายเป็นรูปหน้าเสือทำด้วยเงิน เชิญพระปรมาภิไธย ย่อว่า ว.ป.ร.ทองอุณาโลม มีโบว์ดำเป็นรูปดอกจันทร์สอดใต้เข็ม เครื่องหมายติดไว้ที่อกเสื้อ ในขณะนั้นสมาชิกแม่เสือไม่มีเครื่องแบบและไม่มีระเบียบข้อบังคับ
ส่วนเด็กหญิงนั้น พระองค์ได้มีพระราชดำริที่จะตั้งขึ้นเป็นกองลูกเสือหญิง และได้ทรงคิดนามพระราชทานไว้ว่า “เนตรนารี” ด้วยทรงเห็นว่าเด็กผู้หญิงย่อมมีความสำคัญแก่ครอบครัว ถ้าได้รับการฝึกอบรมตามวิธีการของลูกเสือก็จะเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติได้เป็นอย่างมาก จึงทรงร่างข้อบังคับลักษณะปกครองคณะเนตรนารีมากล่าวไว้ดังนี้ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานปรารถนาว่า ได้ทรงจัดตั้งกองลูกเสือขึ้นเพื่อบำรุงเด็กชายให้ได้รับการฝึกฝนในทางที่จะเป็นผู้มีลักษณะสมกับที่เป็นพลเมืองอันพึงปรารถนา มีพระราชประสงค์ที่จะทำนุบำรุงเด็กหญิงด้วย เพราะเด็กหญิงเป็นผู้มีความเป็นอยู่ของชาติต้องอาศัยนับจำเดิมแต่ปฐมวัยมา คือ เด็กหญิงเป็นผู้ที่นำทางพี่น้อง แม้ที่สุดบางทีก็ถึงนำทางบิดา มารดาด้วย เมื่อเติบโตเป็นพลเมืองในสมัยข้างหน้าไปตามที่ได้รับการอบรมได้ จึงมีพระราชดำริว่า ถึงเวลาที่ควรจะฝึกหัดให้หญิงเป็นผู้นำทางไปที่ชอบ คือ ฝึกฝนให้เด็กหญิงเหมาะที่จะเป็นพลเมืองดีในภายหน้าด้วยการอบรมนิสัยฝึกหัดให้รู้จักสังเกต รู้จักอยู่ในถ้อยคำของผู้ใหญ่ตลอดจนอยู่ในพระราชกำหนดกฎหมาย มีความจงรักภักดีต่อผู้ใหญ่ของตน ตลอดจน ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้อื่น ทำประโยชน์แก่มหาชนและในกิจการที่จะเป็นประโยชน์แก่ตนที่ฝึกหัดร่างกายให้เจริญเต็มที่ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราข้อบังคับลักษณะปกครองคณะเนตรนารี ขึ้นไว้”
ในครั้งนั้นโรงเรียนสตรีที่สำคัญ เช่น โรงเรียนกุลสตรีวังหลัง ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนเป็นโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ก็ได้สนองพระราชดำริโดยจัดตั้งกองเนตรนารีซึ่งเป็นโรงเรียนแรกเมื่อพ.ศ. ๒๔๕๗
ในพ.ศ. ๒๔๙๖ เมื่อกิจการลูกเสือได้ฟื้นฟูขึ้น เรือเอกหลวงชัชวาลชลธี หัวหน้ากองลูกเสือกรมพลศึกษา จึงได้นำร่างข้อบังคับลักษณะปกครองคณะเนตรนารีของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มาขอให้ท่านผู้หญิงดุษฎี มาลากุล ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการสภาวัฒนธรรมแห่งชาติ และอุปนายกสโมสรวัฒนธรรมหญิง เมื่อพ.ศ. ๒๔๙๗ รื้อฟื้นกิจการเนตรนารี ขึ้นใหม่
ครั้นถึงพ.ศ. ๒๕๐๒ สมาคมสตรีอาสาสมัครแห่งประเทศไทย ได้จัดตั้งคณะเนตรนารีขึ้นโดยมอบให้อาจารย์สุดสวาท วัชรเกียรติ เป็นประธานฝ่ายฝึกที่บริเวณโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา สมาคมสตรีอาสาสมัครแห่งประเทศไทยได้วางโครงการอบรมเยาวนารีโดยใช้หลักการเนตรนารีของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นบรรทัดฐาน จึงได้ก่อตั้งสโมสรเนตรนารีขึ้น ตั้งแต่พ.ศ. ๒๕๐๒ ได้ขนานนามว่า “สโมสรเนตรนารีเพชราวุธ” สำนักงานตั้งอยู่ที่โรงเรียนอนุบาลปฐมวัย ใกล้อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ พญาไท นายกสโมสรคนแรก คือ นางสว่าง นิ่มสมบุญ
คณะกรรมการสมาคมสตรีอาสาสมัครแห่งประเทศไทย ได้กราบทูลเชิญ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เป็นองค์อุปถัมภ์ของคณะเนตรนารีซึ่งก็ทรงพระกรุณารับไว้
กิจการเนตรนารีมีความเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น ทั้งนี้เพราะรัฐบาลได้เล็งเห็นว่า เด็กหญิงก็มีความสามารถเท่าเทียมกับเด็กผู้ชาย ซึ่งอาจจะทำประโยชน์แก่ประเทศชาติได้เช่นกัน ฉะนั้น ในพ.ศ. ๒๕๑๘ ซึ่งเป็นปีสตรีสากล คณะกรรมการสโมสรเนตรนารีเพชราวุธ จึงได้นำเรื่องเสนอคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ ขอให้รับรองกิจการเนตรนารีเป็นส่วนหนึ่งของคณะลูกเสือแห่งชาติ ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารฯ ได้มีมติให้รับกิจการเนตรนารีไว้เป็นงานหน่วยหนึ่ง ในคณะลูกเสือแห่งชาติเมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๘ ดังนั้นในการประชุมสภาลูกเสือแห่งชาติ ครั้งที่ ๑๐ ที่หอประชุมคุรุสภา เมื่อวันที่ ๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ กิจการเนตรนารีก็ได้รับรองจากที่ประชุมใหญ่ให้เป็นงานหน่วยหนึ่งของคณะลูกเสือแห่งชาติเป็นทางการและในปีการศึกษา ๒๕๒๐ กระทรวงศึกษาธิการ ได้ประกาศรับวิชาพิเศษเช่นเดียวกับวิชาพิเศษลูกเสือและอนุกาชาด

คุณประโยชน์ของเนตรนารี
๑. เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนที่เป็นหญิงได้มีโอกาสทำกิจกรรมที่มีคุณลักษณะ และแนวทางปฏิบัติคล้าย ๆ กับกิจกรรมลูกเสือ
๒. เพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกให้กับเยาวชนที่เป็นหญิง มีความมั่นใจ และเชื่อมั่นในการประพฤติปฏิบัติตนเป็นคนดี และมีส่วนช่วยเหลือสังคม
๓. เพื่อสร้างความสามัคคี การเสียสละ การดูแลซึ่งกันและกันในหมู่ของเนตรนารี
๔. เพื่อร่วมกันทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่มีประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชน สิ่งแวดล้อมและประเทศชาติ
๕. เพื่อส่งเสริมความเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี รู้จักสร้างแนวคิด ตลอดจนวิธีปฏิบัติที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม
ที่มา : สารานุกรมลูกเสือ ๑๐๐ ปี ลูกเสือไทย เล่มที่ ๒
.........................................
แผนกกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
ฝ่ายการศึกษา อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
www.edbathai.com
.........................................
คัดลอกLinkเพื่อแชร์ : https://shorturl.at/dpJV0







